วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026
  • Login
สมุทรปราการ
  • สมุทรปราการ
  • ข่าว
  • กิจกรรม
  • หางาน
  • ธุรกิจ
  • ร้านค้า
  • วิถีชีวิต
    • คนสำคัญ
  • สถานที่ท่องเที่ยว
  • สถานศึกษา
  • ผู้สนับสนุนเว็บ
  • ติดต่อเรา
No Result
View All Result
  • สมุทรปราการ
  • ข่าว
  • กิจกรรม
  • หางาน
  • ธุรกิจ
  • ร้านค้า
  • วิถีชีวิต
    • คนสำคัญ
  • สถานที่ท่องเที่ยว
  • สถานศึกษา
  • ผู้สนับสนุนเว็บ
  • ติดต่อเรา
No Result
View All Result
สมุทรปราการ
No Result
View All Result
Home ข่าว

ย้อนรอยมหากาพย์ “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” ปมขัดแย้งขยายสัมปทาน

สมุทรปราการ by สมุทรปราการ
4 ปี ago
in ข่าว
Reading Time: 2min read
168
0
106
SHARES
212
VIEWS
Share on FacebookShare on TwitterSent to LINE friend

โดยการประชุมพิจารณาเรื่องนี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 9 ครั้งที่ผ่านมา มีข้อคัดค้านอย่างเต็มกำลังจากฝั่งกระทรวงคมนาคม ทำให้ “ร่างสัญญาฉบับแก้ไข” ไม่สามารถไปต่อได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อ กทม.ได้ผู้ว่าราชการคนใหม่ ในวันที่ 17 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ จะเป็นครั้งที่กระทรวงคมนาคม และ กทม.จัดประชุมเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอีกครั้ง ทำให้เกิดความหวังว่าจะช่วยจบมหากาพย์ความขัดแย้งที่ยาวนานนี้ได้

“ทีมเศรษฐกิจ” ถือโอกาสนี้ “ย้อนรอยโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว” รวมทั้งต้นตอของความขัดแย้ง ปัญหาที่ค้างคา รวมทั้งโอกาสที่จะจบปัญหานี้ลงได้อย่างถาวร

เปิดตำนาน “รถไฟฟ้าสายสีเขียว”

หากย้อนกลับไปประมาณ 20 กว่าปีก่อน คนไทย โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯต่างได้ตื่นเต้นกับ “รถไฟฟ้าสายแรก” ของประเทศที่รู้จักกันในชื่อ “โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว” หรือรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนสมัยใหม่ที่นำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ขณะนั้น ได้ว่าจ้างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ภายใต้สัญญาสัมปทาน Build Operate Transfer หรือ BOT เป็นผู้ลงทุนโครงการ รับผิดชอบงานโยธา ทางยกระดับ ระบบราง ตัวสถานีให้บริการเดินรถ ซ่อมบำรุง ค่าโดยสาร กำไร-ขาดทุนทั้งหมด ใน โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว “เส้นทางหลัก” หมอชิต-อ่อนนุช ระยะทาง 23.50 กม. เป็นเวลา 30 ปี (ปี 2542–2572) และเมื่อหมดสัญญาในปี 2572 ทรัพย์สินของโครงการทั้งหมดจะกลับมาเป็นของ กทม.

รถไฟฟ้า “เส้นทางหลัก” ดังกล่าว เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรก ในวันที่ 5 ธ.ค. 2542 ใน 2 เส้นทาง รวมทั้งสิ้น 23 สถานี แบ่งเป็นสายสุขุมวิท จากสถานีหมอชิตถึงสถานีอ่อนนุช ระยะทาง 17 กม. และสายสีลม ระยะทาง 6.5 กม. จากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ถึงสถานีสะพานตากสิน

จากนั้นหลังจากที่คนไทยเริ่มใช้บริการรถไฟฟ้ากันมากขึ้น กทม.ได้มีการสร้าง “โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1” ซึ่งแบ่งเป็น 2 ช่วง ระยะทางรวม 12.75 กม. คือ 1.จากสถานีสะพานตากสินไปถึงสถานีวงเวียนใหญ่ และต่อถึงสถานีบางหว้า และ 2.ส่วนต่อขยายจากสถานีอ่อนนุชไปถึงสถานีแบริ่ง

แต่การก่อสร้างส่วนต่อขยายทั้ง 2 ช่วงนี้ กทม.เป็นผู้ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเอง และเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2554-2556 และเนื่องจากเป็นส่วนต่อจากเส้นหลักที่บีทีเอสให้บริการอยู่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ในขณะนั้น จึงได้ให้ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT) ซึ่งเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจของ กทม.ว่าจ้าง บีทีเอส ด้วยวิธีพิเศษเข้ามาเดินรถและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายส่วนที่ 1 นี้ ระยะเวลา 30 ปี ปี 2555-2585

พอมาถึงปี 2551-2553 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต รวมเป็นระยะทาง 32 กม. ซึ่งเป็นเส้นทางต่อขยายที่เชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเดิม หมอชิต-อ่อนนุช ที่ กทม. เป็นผู้รับผิดชอบ

โดยรัฐบาลเป็นผู้รับภาระลงทุนงานโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด และเนื่องจากรถไฟฟ้าส่วนนี้ข้ามไปถึงปทุมธานี และสมุทรปราการ ซึ่งเกินอำนาจ กทม. จึงให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้ก่อสร้างโครงการ และได้ศึกษารายงานตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 สำหรับงานเดินรถ

ทำให้รถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้ง 3 ช่วงมีผู้รับผิดชอบแตกต่างกันทั้ง บีทีเอส ผ่านสัมปทานของ กทม.ในช่วงหลัก กทม.ในช่วงต่อขยายส่วนที่ 1 และ รฟม.ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้าง ส่วนขยายส่วนที่ 2

ต้นตอ “มหากาพย์” ความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม ในยุค คสช. ปี 2557 รัฐบาลมีนโยบายที่จะรวมโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวทุกช่วงให้เป็นโครงข่ายเดียวกัน เพื่อให้เกิดความสะดวกในการเดินรถไฟฟ้าต่อเนื่องของประชาชน โดยช่วงต้นปี 2559 ครม.มีมติเห็นชอบให้ กทม.เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถส่วนต่อขยายที่ 2 (แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต)

โดยได้มีการเจรจาระหว่าง รฟม. ผู้ก่อสร้าง และ กทม. ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้บริหารจัดการเดินรถร่วมกันหลายครั้ง จนนำมาซึ่งการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) 2 ฉบับ ในปี 2559 และปี 2561 ซึ่งใน MOU ดังกล่าว เป็นการให้สิทธิ กทม. เข้าติดตั้งระบบรถไฟฟ้าและบริหารจัดการเดินรถตามเจตนารมณ์ของภาครัฐเท่านั้น

ทั้งนี้ รฟม. ไม่ได้มอบโครงการดังกล่าวให้กรุงเทพธนาคม และไม่ได้ส่งมอบโครงการให้ กทม. หรือหน่วยงานใดไปร่วมลงทุนกับเอกชน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปี 2560 ซึ่งนายอัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการ กทม. ได้มีการลงนามในสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 2 ระหว่างกรุงเทพธนาคม และบีทีเอส ครอบคลุมระยะเวลา 25 ปี (2560-2585) โดยบีทีเอสได้กู้เงินมาเพื่อการติดตั้งระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถไฟฟ้าเพื่อวิ่งให้บริการ โดยเป็นการให้บริการฟรี เนื่องจาก กทม.ยังไม่ได้มีคำสั่งให้บีทีเอสเรียกเก็บค่าโดยสารในส่วนต่อขยายที่ 2

โดยมีค่าจัดหารถไฟและระบบไฟฟ้า (E&M) 20,000 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) จนถึงปัจจุบัน ข้อมูล ณ สิ้นเดือน เม.ย. ปี 2565 ซึ่งเป็นเงินที่ออกไปก่อนรวม 39,700 ล้านบาท

แม้ว่าในช่วงต่อมา วันที่ 26 พ.ย.2561 ครม.ได้เห็นชอบให้โอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ซึ่ง รฟม.เป็นผู้ก่อสร้าง กลับมาให้กับ กทม. พร้อมระบุให้ กทม.จ่ายค่าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 60,000 ล้านบาท คืนให้กับ รฟม.

อย่างไรก็ตาม สถานะในปัจจุบัน การโอนโครงการระหว่างทั้ง 2 หน่วยงาน ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยการโอนโครงการจะมีผลผูกพันทางกฎหมายก็ต่อเมื่อ กทม.ต้องชำระเงินคืนครบถ้วนและไปดำเนินการทางทะเบียนเพื่อโอนกรรมสิทธิ์

ทั้งนี้ เมื่อปัญหาคาราคาซังและหาทางออกได้ยาก ปี 2562 คสช. ได้มีคำสั่ง คสช. ที่ 3/2562 เมื่อวันที่ 11 เม.ย. เรื่องการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เพื่อให้เดินรถแบบต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน (Through Operation) โดยแต่งตั้งคณะกรรมการ โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์แบ่งปันผลประโยชน์จากค่าโดยสาร รวมถึงหลักเกณฑ์อื่น และเจรจาร่วมกับผู้รับสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ทำให้การเจรจาและต่อสัญญาจะต้องทำกับผู้รับสัมปทานรายเดิมเท่านั้น นอกจากนั้น หากเปรียบเทียบกับการดำเนินการตามขั้นตอนพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 คำสั่ง คสช.จะเน้นการเจรจาต่อรองเป็นหลัก โดยไม่ได้มีรายงานการศึกษาวิเคราะห์โครงการ และไม่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing)

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯได้เจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิมและจัดทำร่างสัญญาฉบับแก้ไขแล้วเสร็จ และได้เสนอ รมว.มหาดไทยเห็นชอบ จนนำมาสู่การเสนอ ครม. พิจารณา ในปี 2562 ซึ่งในร่างสัญญาดังกล่าว ระบุ…

1.จะมีการเพิ่มเติมระยะเวลาร่วมลงทุน โดยจะมีการขยายระยะเวลาร่วมลงทุนเพิ่มเติม จากเดิมสิ้นสุดปี พ.ศ.2572 เป็นสิ้นสุด พ.ศ.2602 (หรือต่อไปอีก 30 ปี)

2.การจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้รับสัมปทาน 1.ค่างานติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) สำหรับส่วนต่อขยายที่ 2 ที่ได้ดำเนินการไป 2.ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมภาระหนี้เงินกู้ที่มีต่อกระทรวงการคลัง 3. ส่วนต่างระหว่างค่าจ้างการให้บริการเดินรถ (O&M) ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 กับรายได้ค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 และค่าตอบแทนเพิ่มเติม 4.ค่าจ้างการให้บริการเดินรถ (O&M) คงค้างส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ก่อนวันที่สัญญาร่วมลงทุนมีผลบังคับใช้ ภาระค่าตอบแทนเพิ่มเติมจำนวนเท่ากับร้อยละ 5 ของรายได้ค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2

4 ข้อคัดค้านจากกระทรวงคมนาคม

อย่างไรก็ดี ที่ประชุม ครม.ยังสรุปเรื่องดังกล่าวไม่ได้ เนื่องจากกระทรวงคมนาคมมีประเด็นและมีข้อเสนอแนะที่ต้องการให้ กทม.ตอบข้อสงสัย และปรับปรุงการดำเนินการ โดยกระทรวงคมนาคมเน้นย้ำการดำเนินการตามระเบียบ กฎหมาย มติ ครม.ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด และมีความเห็นสำคัญ 4 ประเด็น ในการพิจารณาเรื่องนี้ใน ครม.ครั้งที่ 4 วันที่ 16 พ.ย.2563 และเป็นความเห็นเดิมที่ย้ำในการพิจารณา 5 ครั้งที่เหลือ

ประเด็นที่ 1 คือ การดำเนินการที่ครบถ้วนตามหลักการของพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้ดำเนินการให้เป็นตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว

ประเด็นที่ 2 คือ การคิดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ โดยสมควรกำหนดให้ค่าโดยสารมีอัตราค่าบริการที่ถูกที่สุดเพื่อส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อยมาใช้บริการ โดยสามารถกำหนดอัตราค่าโดยสารได้ต่ำกว่า 65 บาท ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดในการจัดเก็บที่เจรจากัน

ประเด็นที่ 3 คือ การใช้สินทรัพย์ของรัฐที่ได้รับโอนคืนจากเอกชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยควรพิจารณาให้เกิดความชัดเจนถ่องแท้ถึงการใช้สินทรัพย์ว่ารัฐควรได้ประโยชน์จากการขยายสัญญาสัมปทานเป็นจำนวนเท่าใด จนกว่าจะครบอายุสัญญา โดยเฉพาะเส้นทางหลัก ซึ่งสัมปทานจะครบสัญญาในปี 2572 หรือเหลืออีก 7 ปีจากวันนี้ ซึ่งตามกฎหมายเปิดช่องให้สามารถเปิดประมูลใหม่ได้

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาแนวทางการดำเนินงาน และผลสรุปการดำเนินงานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ กทม.จัดทำ ระบุว่าหากรัฐดำเนินการเองตลอดอายุสัญญาในกรณีที่ขยายสัมปทานไปจนถึงปี 2602 รัฐจะมีรายได้ 467,822 ล้านบาท แต่หากให้เอกชนดำเนินการรัฐจะได้รับส่วนแบ่ง 32,690 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนต่างถึง 435,432 ล้านบาท

ประเด็นที่ 4 ข้อพิพาททางกฎหมาย กรณี กทม.ได้ทำสัญญาจ้าง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เดินรถส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ไปจนถึงปี พ.ศ.2585 ซึ่งได้มีการไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงควรรอผลการไต่สวนข้อเท็จจริง

กระทรวงคมนาคมยังย้ำประเด็นในที่ประชุม ครม.ครั้งที่ 9 เมื่อเดือน ก.พ.65 ด้วยว่า นอกเหนือจาก 4 ประเด็นเดิม การโอนกรรมสิทธิ์ไป กทม.ยังไม่มีความครบถ้วนตามมติ ครม. และย้ำว่าสรุปผลการเจรจาและร่างสัญญาร่วมลงทุนฯ ไม่เกิดประโยชน์ต่อรัฐและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนผู้ใช้บริการ

ทั้งนี้ ร่างสัญญาฯดังกล่าวได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งด้านบวกและลบ โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินการ ทั้งการบังคับให้รัฐรับภาระหนี้จากการติดตั้งระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถไฟฟ้า โดยหนี้ดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และสั่งจ้างโดยยังไม่มีแหล่งเงินงบประมาณรองรับ รวมทั้ง ยังมีการสั่งจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2 โดยไม่ผ่านการพิจารณาของสภากรุงเทพฯ

เมื่อกระทรวงคมนาคมได้สอบถามข้อมูลจากกรุงเทพมหานครว่า เหตุใดการสั่งจ้างดังกล่าวจึงไม่ผ่านการพิจารณาของสภากรุงเทพฯ กลับได้รับคำตอบว่า กทม.ได้มอบหมายกรุงเทพธนาคมดำเนินการบริหารจัดการเดินรถสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2 จึงเป็นหนี้ของกรุงเทพธนาคม มิใช่หนี้ของ กทม.เพราะไม่ได้เป็นคู่สัญญา

อย่างไรก็ตาม หนี้ที่ว่าเป็นของกรุงเทพธนาคม ทั้งการติดตั้งระบบรถไฟฟ้าและการบริหารจัดการเดินรถ ที่ปัจจุบันมีหนี้กว่า 39,000 ล้านบาท กลับเป็นเหตุให้ภาครัฐต้องชดใช้ และต้องแก้ไขสัญญาโดยขยายระยะเวลาสัมปทานออกไปอีก 30 ปี จนถึงปี 2602

กทม.ขอจบโอน “ส่วนต่อขยายคืน”

ทั้งนี้ จากกรณีดังกล่าว กทม.ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ โดย “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) คนปัจจุบัน ได้กล่าว แสดงความคิดเห็นถึงแนวนโยบายของตนเอง โดยมีแนวคิดโอนโครงสร้างพื้นฐานส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทั้งด้านเหนือ และด้านใต้คืนให้แก่ “การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย” หรือ รฟม. โดยมองว่าการโอนคืนส่วนต่อขยายให้กับ รฟม. จะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายมากกว่า ขณะที่ กทม. ก็ไม่ต้องรับภาระหนี้การก่อสร้างของ รฟม. และภาระหนี้อื่นๆ กว่า 60,000 ล้านบาท

ส่วนภาระหนี้ค่าจ้างบีทีเอสเดินรถกว่า 39,000 ล้านบาทนั้น จะไม่ได้โอนไปยัง รฟม.หากมีการโอนโครงการคืน เพราะจะต้องเข้าไปตรวจสอบในข้อกฎหมายอย่างละเอียดก่อนถึงภาระหนี้ค่าจ้างให้บีทีเอสเดินรถ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางกระทรวงคมนาคมได้เคยระบุข้อมูลว่า การจ้างบีทีเอสเดินรถนั้น ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของสภาฯ กทม.ในอดีต และการดำเนินการดังกล่าว กทม.สามารถทำได้ตามอำนาจหรือไม่อย่างไร และเรื่องนี้คงต้องฟังความเห็นของสภา กทม.ชุดใหม่ ที่มาจากการเลือกตั้งพร้อมกับผู้ว่าฯ กทม.ที่ผ่านมาด้วย

“การโอนโครงการส่วนต่อขยายกลับไปให้ รฟม. ซึ่งอยู่ภายใต้กำกับของกระทรวงคมนาคม ก็จะทำให้โครงข่ายรถไฟฟ้าทุกระบบ มีสถานะมีเจ้าของ และผู้บริหารจัดการคนเดียว หรือ One Owner ซึ่งการมีเจ้าของผู้ให้บริการจัดการคนเดียว จะช่วยให้ในอนาคตหากรัฐบาลจะดำเนินการนโยบายผลักดัน ทั้งในเรื่องของราคาค่าโดยสาร ราคาเดียวทุกโครงข่าย หรือปรับลดค่าโดยสารให้ถูกลง ก็จะทำได้ง่ายขึ้นและเป็นระบบในภาพรวม ซึ่งหากราคาค่าโดยสารถูกลงก็จะจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งทางรางเพิ่มขึ้นด้วย”

ทั้งนี้ การโอนทรัพย์สินคืนให้กับ รฟม.อาจครอบคลุมถึงโครงสร้างพื้นฐาน และการเดินรถไฟฟ้าสัมปทานเดิมของบีทีเอส หลังสัมปทานหมดลงในปี 2572 โดยเมื่อ รฟม.นำโครงการกลับไปบริหารก็สามารถแบ่งส่วนแบ่งรายได้จากการบริหารให้แก่ กทม.ปีละ 500-1,000 ล้านบาท เพื่อให้ กทม.นำเงินส่วนนี้ไปพัฒนาระบบรถเมล์โดยสาร และระบบขนส่งต่อเชื่อม หรือ feeder เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนผู้เดินทาง.

ทีมเศรษฐกิจ

Tags: newsข่าวจังหวัดสมุทรปราการ
Previous Post

อลังการ! จัดยิ่งใหญ่งานกินอยู่ดูมอญนครชุมน์ “เจี๊ยะ โม่ง โร่ง โม่น เดิง ราชบุรี”

Next Post

บีโอไอไฟเขียวลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาทเร่งรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน

สมุทรปราการ

สมุทรปราการ

ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งามวิไลเมืองโบราณ สงกรานต์พระประแดง ปลาสลิดแห้งรสดี ประเพณีรับบัว ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม

Related Posts

บุกจับเว็บพนันออนไลน์-siambets-888-หลังจับลูกน้องไปทำร้ายร่างกาย-เหตุมีคนเล่นน้อย
ข่าว

บุกจับเว็บพนันออนไลน์ siambets 888 หลังจับลูกน้องไปทำร้ายร่างกาย เหตุมีคนเล่นน้อย

เมษายน 18, 2023
566000003271901.jpg
ข่าว

ปคม.รวบ 96 ชาวโรฮิงญา พร้อม 4 ผู้นำพาชาวไทยกลางไร่มันสำปะหลังสังขละบุรี เพื่อไปทำงานที่มาเลเซีย

เมษายน 6, 2023
566000003044901.jpg
ข่าว

เศร้า! ญาติเคลื่อนย้ายศพ “เอ๋ ชนม์สวัสดิ์” ออกจาก รพ.บุรีรัมย์กลับสมุทรปราการแล้ว “เนวิน” มาร่วมส่ง

มีนาคม 31, 2023
566000002399501.jpg
ข่าว

ชาวบ้าน 4 พันรายยื่นคัดค้านรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งเมืองกาญจน์ วอนขอ กกต.ผู้มีอำนาจเห็นใจ

มีนาคม 14, 2023
566000002288002.jpg
ข่าว

หนุ่มอุตรดิตถ์หนีประกันคดีฆ่าซุกท่าขี้เหล็ก ถูกแฟนสาวไทยแทงดับคาห้องพักสถานบันเทิง 1G1

มีนาคม 10, 2023
ฝุ่น-pm2.5-วิกฤตขึ้นระดับสีแดง
ข่าว

ฝุ่น PM2.5 วิกฤตขึ้นระดับสีแดง

กุมภาพันธ์ 2, 2023
Next Post
บีโอไอไฟเขียวลงทุนกว่า-2-แสนล้านบาทเร่งรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน

บีโอไอไฟเขียวลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาทเร่งรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน

บทความ แนะนำ

No Content Available

หมวดบทความ

การก่อสร้าง การขนถ่ายสินค้า การค้าวัสดุก่อสร้าง การติดตั้งไฟฟ้าสายหลัก การปั้มโลหะ การผลิต การบรรจุก๊าซ การผลิตกาว การผลิตน้ำแข็ง การผลิตรองเท้า การผลิตเคมีภัณฑ์ การผลิตและบรรจุยา การผสม บรรจุ กรด ด่าง การรีดโลหะ ผลิตเหล็ก การหล่อหลอม การกลึงโลหะ การเคลือบ ชุบ อาบขัดโลหะ การเลี้ยงสัตว์ กิจกรรม ข่าว ตรวจหวย ธุรกิจ บริการซัก อบ รีด บริษัท ร้านค้า ร้านอาหาร วิถีชีวิต สถานที่ท่องเที่ยว สถานศึกษา สพป.สมุทรปราการ เขต 1 สพป.สมุทรปราการ เขต 2 สพม.เขต 6 สมาคม สำนักงานจัดการเดินทาง หน่วยงานราชการ อบต. เอสเอ็มอี แฟรนไชส์ โรงงาน โรงพยาบาล บริการสุขภาพ โรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนศิลปะและกีฬา โรงเรียนสอนวิชาชีพ โรงเรียนสามัญ โอทอป ให้เช่ายานพาหนะ

เกี่ยวกับเรา สมุทรปราการ



เป็นศูนย์รวมในการนำเสนอข้อมูลเพื่อสนับสนุนธุรกิจด้านการท่องเที่ยวในจังหวัด และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะและ ให้คำแนะนำเพื่อเป็นประโยชน์แก่สมาชิก อีกทั้งยังเผยแพร่ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ต่าง ๆ อีกด้วย

Unable to open file!