กรณีคนขับรถแท็กซี่มิเตอร์ แสดงกิริยาไม่เหมาะสม พูดจาแทะโลมผู้โดยสารหญิง ซ้ำยังเก็บค่าโดยสารเกินกำหนด ล่าสุด ได้มาพบตำรวจแล้ว ขณะที่ แม่ของคนขับรถแท็กซี่ ระบุว่า ลูกชายเคยถูกตีศีรษะมาก่อน จึงมีพฤติกรรมแปลก ๆ
หลังจากที่สนามข่าว 7 สี นำเสนอคลิปที่หญิงสาวคนหนึ่งโพสต์คลิปเสียง แสดงถึงพฤติกรรมคนขับรถแท็กซี่คนหนึ่ง ที่อ้างว่าเป็นชาวเมียนมา แถมยังพูดจาแทะโลม ขอเบอร์โทรศัพท์ฝ่ายหญิง และที่สำคัญมีการเรียกเก็บเงินแบบเหมาจ่าย ทั้ง ๆ ที่เป็นรถแท็กซี่มิเตอร์ โดยที่หญิงเจ้าของคลิปได้เดินทางไปให้ข้อมูลกับตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไว้แล้ว ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา
ส่วนสำนักงานขนส่งจังหวัดสมุทรปราการ ทันทีที่ทราบเรื่อง ได้ไปตรวจสอบประวัติของรถแท็กซี่คันดังกล่าว จนทราบตัวคนขับแล้ว และยืนยันเป็นคนไทยจริง ไม่ใช่สัญชาติเมียนมา กระทั่งช่วงบ่ายวานนี้ (22 ก.ย.) ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ ได้เชิญตัวชายอายุ 45 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถเข้ามาสอบปากคำ
โดยชายอายุ 45 ปี ได้เดินทางมาพร้อมกับคุณแม่อายุ 75 ปี และพบว่าแท็กซี่คันที่ขับมาแท้จริงแล้วเป็นแท็กซี่สีชมพูคาดเขียว ทันทีที่เจอผู้สื่อข่าวที่ไปดักรอถามเหตุผลที่เก็บค่าโดยสารเกินจริง และพูดจาแทะโลมผู้โดยสาร ชายคนนี้ก็บอกว่า จริง ๆ แล้วไม่ได้คิดอะไร เพียงแค่พูดจาชมไปเผื่อจะได้เงินทิปเท่านั้น ไม่ได้คิดจะลวนลาม ส่วนที่เก็บเงินค่าโดยสารเกินจำนวนที่มิเตอร์แสดงราคา ก็อ้างว่ารถของตนเองใช้น้ำมัน และกลัวน้ำมันจะหมดระหว่างทาง และมีเงินไม่พอเติมน้ำมันด้วย และที่สำคัญ ชายคนนี้ยังพูดจาแปลก ๆ โดยบอกว่า ตัวเองเป็นหลานรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งด้วย
ขณะที่ แม่ของผู้ก่อเหตุ บอกว่า สมัยลูกชายเป็นวัยรุ่น เคยถูกทำร้ายด้วยการถูกตีศีรษะมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ตอนนั้นไม่ได้พาไปรักษา เพราะไม่มีเงิน กระทั่งลูกชายเริ่มมีความผิดปกติ เหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ คล้ายเป็นคน 2 บุคลิก (เวลาดีก็ดีใจหาย เวลาโมโหก็ชอบอาละวาด) ขณะนี้อยู่ระหว่างรักษาตัว ส่วนอาชีพขับแท็กซี่ เป็นอาชีพเดียวที่ลูกชายทำมาประมาณ 20 ปีแล้ว และก็ไม่คิดว่าจะมาเกิดเหตุการณ์แบบนี้
หลังตำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งจังหวัดฯ ร่วมกันสอบปากคำแล้ว ชายคนขับแท็กซี่ก็ยอมรับสารภาพว่า เป็นคนในคลิปจริง เบื้องต้น เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พุทธศักราช 2522 เรียกค่าโดยสารเกินกำหนด อัตราโทษปรับ 5,000 บาท และใช้กิริยาวาจาไม่สุภาพกับผู้โดยสาร อัตราโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่ผู้ก่อเหตุบอกว่า ยังไม่มีเงินเสียค่าปรับ ตามขั้นตอนทางพนักงานสอบสวนต้องทำสำนวนเพื่อส่งฟ้องศาล เพื่อไปเปรียบเทียบปรับในชั้นศาล
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบประวัติของผู้ก่อเหตุ ไม่พบกระทำผิดในลักษณะนี้มาก่อน และมีใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะจริง แต่หากพบกระทำผิดซ้ำอีก จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ส่วนกรณีที่ญาติผู้ก่อเหตุระบุว่ามีอาการป่วยทางจิตเวชด้วยนั้น จะต้องประเมินต่อว่าอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายหรือไม่ ซึ่งหากมีเอกสารวินิจฉัยจากแพทย์ยืนยันออกมาว่า ขาดคุณสมบัติเป็นผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะ ก็จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนการเพิกถอนใบอนุญาตทันที
ขณะที่ หญิงผู้โพสต์คลิปเมื่อทราบว่าตำรวจสามารถติดตามคนขับรถแท็กซี่มาเปรียบเทียบปรับแล้ว ได้ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ และบอกว่า จริง ๆ ไม่ได้ต้องการเอาเรื่อง แต่ที่ลงคลิปไว้ก็เพื่อเป็นการเตือนภัย และปรามไม่ให้ไปทำแบบนี้กับใครอีก







