นายอรรถปวิทย์ มโนธรรมรักษา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ (“SVR”) ผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบ เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัท ประสบความสำเร็จจากความสำเร็จในการเปิดตัวโครงการสิวารมณ์ เนเจอร์พลัส 2 (สุขุมวิท-บางปู 83) ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดกระแสความตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการที่อยู่อาศัยโซนบางปูอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ดีมานด์ ที่อยู่อาศัยในโซนดังกล่าวมีความต้องการสูง
เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด
และเพื่อเป็นการสอดรับกับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น ล่าสุด “สิวารมณ์ เรียลเอสเตท” จึงเปิดตัวโครงการใหม่ ออกแบบและพัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์แนวคิด “Best Smart Living” บ้านที่ครบทุกความต้องการ กับพื้นที่ใช้สอยที่เลือกได้อย่างอิสระ รองรับความต้องการที่ยังคงมีอยู่

ภายใต้โครงการสิวารมณ์ วิลเลจ (สุขุมวิท-บางปู 58) สไตล์ Modern English Victorian เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการที่อยู่อาศัยบริเวณจังหวัดสมุทรปราการ และพื้นที่บริเวณใกล้เคียง โดยแบบบ้านจะมีทั้งทาวน์โฮม ซึ่งมีฟังก์ชัน Type ขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว และ 2 ที่จอดรถ, บ้านแฝด ที่มีฟังก์ชัน Type ขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว และ 2 ที่จอดรถ พร้อมระบบแจ้งเตือนสัญญาณกันขโมย (Smart Security System) และ อาคารพาณิชย์ 3 ชั้นครึ่ง
โดยบริษัท ให้ความสำคัญกับออกแบบรูปแบบบ้าน ตอบสนองใช้ชีวิตสมัยใหม่ ควบคู่ไปกับการจัดวางพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในโครงการมีบ้านให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ ทาวน์โฮม 141 ยูนิต, บ้านแฝด 2 ชั้น 52 ยูนิต, อาคารพาณิชย์ 3 ชั้นครึ่ง 15 ยูนิต จำนวน 208 ยูนิต ในระดับราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท – 5.9 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 700.11 ล้านบาท
บนทำเลศักยภาพทำเลศักยภาพบนถนนสุขุมวิท-บางปู ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรม บางปู และยังตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เนื่องจากโครงการใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีการเคหะฯ (สายสีเขียว) ใกล้ทางด่วนกาญจนาฯ วงแหวนรอบนอก และแวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ห้างสรรพสินค้า (โรบินสัน สมุทรปราการ, บิ๊กซี สมุทรปราการ) แหล่งสถานศึกษา (โรงเรียนนายเรือ , โรงเรียนสตรี สมุทรปราการ, โรงเรียนอัสสัมชัญ สมุทรปราการ) แหล่งโรงพยาบาล (โรงพยาบาล สมุทรปราการ, โรงพยาบาล เมืองสมุทรปราการ, โรงพยาบาล เปาโล สมุทรปราการ) และสถานที่ราชการ จ.สมุทรปราการ (ศาลากลาง, สำนักงานที่ดิน, สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการ)
สำหรับโครงการดังกล่าว บริษัท คาดว่าจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ (รับรู้รายได้) โครงการได้ตั้งแต่เดือนม.ค. 2566 พร้อมทั้งมียอดพรีเซล เข้ามาประมาณ 400 ล้านบาท







